รู้หรือไม่? ไขมันพอกตับสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่ดื่มแอลกอฮอล์

2025-12-26 08:24:58  |   115

รู้หรือไม่? ไขมันพอกตับสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่ดื่มแอลกอฮอล์

ไขมันพอกตับไม่ได้เกิดเฉพาะในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น แม้ไม่ดื่มดื่มแอลกอฮอล์ ก็ยังมีโอกาสเป็นได้จากพฤติกรรมการกิน น้ำหนักตัว และการใช้ชีวิตในแต่ละวัน โรคนี้มักไม่แสดงอาการ แต่ส่งผลต่อสุขภาพตับในระยะยาว หากรู้เท่าทันและตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถป้องกันและดูแลได้ทันเวลา

ไขมันพอกตับ คืออะไร?

ไขมันพอกตับ (fatty liver disease) เป็นภาวะที่มีการสะสมของไขมันส่วนเกินที่ตับ ซึ่งมักทำให้เอนไซม์ตับ (AST และ ALT) ที่ตรวจได้จากการเจาะเลือดมีค่าเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ ในบางรายหากปล่อยไว้นานไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจก่อให้เกิดโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับต่อไปได้

สาเหตุไขมันพอกตับในผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์

จากภาวะอ้วน หรือการมีไขมันส่วนเกินสะสมในร่างกายมากเกินไป โดยเฉพาะไขมันหน้าท้อง

มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน เนื่องจากอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อร่างกายมีภาวะดื้อต่อการทำงานของอินซูลิน (ซึ่งมักพบในโรคอ้วนและผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2) ตับจะตอบสนองโดยการผลิตน้ำตาลกลูโคสมากขึ้น ทำให้เกิดการสะสมของไขมันในตับ

รับประทานทานอาหารที่มีไขมันสูง เพราะจะทำให้มีระดับไขมันและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง และถูกนำไปเก็บสะสมไว้ที่ตับ นำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับได้

อาการของไขมันพอกตับ

ในระยะเริ่มแรกมักไม่มีแสดงอาการที่เห็นได้ชัดเจน ส่วนใหญ่จะตรวจพบจากการตรวจสุขภาพประจำปีหรือตรวจเลือดเพื่อดูค่าเอนไซม์ตับในเลือด ในบางรายอาจมีอาการ เช่น

  • ปวดแน่นใต้ชายโครงด้านขวา
  • เหนื่อยง่าย
  • น้ำหนักลดลงอย่างหาสาเหตุไม่ได้

ในรายที่มีการสะสมของไขมันในตับมากและเรื้อรัง อาจทำให้มีอาการของโรคตับแข็งได้ เช่น

  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • เลือดออก หรือเป็นจ้ำเลือดง่าย
  • เบื่ออาหาร
  • ขา เท้า หรือข้อเท้าบวม

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นไขมันพอกตับ

  • ผู้ที่เป็นโรคอ้วนลงพุง
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
  • ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง
  • ผู้ที่เป็นโรคความดันสูง
  • ผู้ที่มีประวัติเคยติดเชื้อ หรือติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ซี

แนวทางการป้องกัน

  1. ลดน้ำหนักโดยการควบคุมปริมาณและคุณภาพอาหาร หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น นม เนย ไอศกรีม เค้ก ชีส กะทิ อาหารทะเล ไข่แดง หลีกเลี่ยงไม่รับประทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมากเกินไป
  2. ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน ครั้งละ 30 นาที
  3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  4. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

แม้คุณจะไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ก็ยังมีโอกาสเป็นไขมันพอกตับได้ อย่ารอให้มีอาการ ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อดูค่าตับและประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรก เพราะ “ตับ” เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำงานหนักทุกวัน การดูแลให้เขาแข็งแรงจึงเป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพของคุณเอง

หากพบปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เพื่อลดโอกาส การเป็นไขมันพอกตับ รวมไปถึงภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากไขมันพอกตับ โรงพยาบาลลานนา มีเทคโนโลยีการตรวจค้นหาโรคไขมันพอกตับด้วย Ultrasound  ELASTOGRAPHY ช่วยค้นหาโรคได้ก่อนลุกลาม กลายเป็นมะเร็งตับ ท่านใดสนใจ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์โรคปวดท้อง โทร. 052-134777


พญ.อัจฉราภรณ์ คงนาค

แพทย์ผู้ชำนาญการด้านระบบทางเดินอาหารและตับ


Recent Post