แสบร้อนกลางอก จุกแน่นท้อง เป็นกรดไหลย้อน หรือ H. pylori

2026-10-29 09:48:05  |   54

แสบร้อนกลางอก จุกแน่นท้อง 

เป็นกรดไหลย้อน หรือ H. pylori

หลายคนมีอาการ แสบร้อนกลางอก จุกแน่นท้อง เรอบ่อย ปวดท้อง หรือคลื่นไส้ แล้วคิดว่าเป็นเพียง "กรดไหลย้อน" จึงซื้อยาลดกรดมารับประทานเอง แต่จริงๆ แล้ว อาการเหล่านี้อาจเกิดจาก การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori (H. pylori) ซึ่งต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ยาลดกรดเพียงอย่างเดียว

กรดไหลย้อน (GERD) คืออะไร?

กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) เกิดจากการที่กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร เพราะหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างทำงานผิดปกติ และอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • แสบร้อนกลางอก โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร
  • เรอเปรี้ยว มีรสเปรี้ยวหรือขมในปาก
  • จุกแน่นหน้าอก
  • ไอเรื้อรัง เสียงแหบ เจ็บคอ
  • อาการมักเป็นมากเมื่อนอนราบหรือหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่

การรักษา

  1. ลดน้ำหนัก (ถ้าน้ำหนักเกิน)
  2. นอนยกหัวสูง
  3. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่
  4. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
  5. รับประทานยาลดกรดตามคำแนะนำของแพทย์

H. pylori คืออะไร?

Helicobacter pylori (H. pylori) เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ, แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น และหากติดเชื้อเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะอาหาร

อาการที่พบบ่อย

  • ปวดหรือแสบท้องบริเวณลิ้นปี่
  • จุกแน่นท้องหลังรับประทานอาหาร
  • อิ่มเร็ว, เรอบ่อย, คลื่นไส้
  • บางรายอาจไม่มีอาการเลย

การรักษา

การรักษา H. pylori ไม่สามารถรักษาด้วยยาลดกรดเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ร่วมกับยาลดกรดตามแพทย์สั่ง 10-14 วัน

  1. ยาปฏิชีวนะหลายชนิดร่วมกัน
  2. ยาลดกรดตามแนวทางการรักษา
  3. รับประทานยาครบตามแพทย์สั่ง เพื่อกำจัดเชื้อให้หมด

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น H. pylori?

หากมีอาการปวดท้องเรื้อรัง จุกแน่นท้อง เป็นๆ หายๆ หรือรักษาด้วยยาลดกรดแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจหาเชื้อ        H. pylori หนึ่งในวิธีตรวจที่ได้รับความนิยมคือ Urea Breath Test (UBT) หรือ การตรวจหาเชื้อ H. pylori ด้วยการเป่าลมหายใจ ซึ่งมีข้อดี ได้แก่

  • ไม่เจ็บ ไม่ต้องส่องกล้อง (ในผู้ป่วยที่เหมาะสม)
  • ใช้เวลาไม่นาน
  • มีความแม่นยำสูง
  • ใช้ตรวจยืนยันผลหลังการรักษาได้ โดยต้องงดยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 4 สัปดาห์ และลดยาลดกรดอย่างน้อย 2 สัปดาห์

แม้กรดไหลย้อน และการติดเชื้อ H. pylori จะมีอาการคล้ายกัน แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุและวิธีรักษาที่แตกต่างกัน การซื้อยารับประทานเอง อาจช่วยบรรเทาอาการได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่สามารถแก้ไขสาเหตุที่แท้จริง โดยเฉพาะหากเป็นการติดเชื้อ H. pyloriหากมีอาการเรื้อรังหรือเป็นซ้ำบ่อย การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยกับแพทย์ รวมถึงการตรวจ Urea Breath Test (UBT) เมื่อมีข้อบ่งชี้ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ตรงจุด ลดความเสี่ยงของแผลในกระเพาะอาหาร และป้องกันภาวะแทรกซ้อนในอนาคต และควรพบแพทย์ทันทีเพื่อส่องกล้องหากมี

  • ถ่ายดำ
  • กลืนลำบาก, อาเจียน, อาเจียนเป็นเลือด
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ,ซีด
  • อายุมากกว่า 50 ปีที่เพิ่งมีอาการครั้งแรก

โรงพยาบาลลานนา มีแพทย์ผู้ชำนาญการด้านระบบทางเดินอาหาร ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์โรคปวดท้อง โทร.052-134777

Recent Post